ข้ามไปเนื้อหาหลัก
Maize Doctor

Fertilizer & Nutrition

สูตรปุ๋ยและธาตุอาหารข้าวโพด

คำแนะนำการใส่ปุ๋ยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามกรมวิชาการเกษตร พร้อมเครื่องคำนวณปริมาณปุ๋ยต่อไร่ และคู่มือสังเกตอาการขาดธาตุอาหาร

ทางลัดที่คุ้มที่สุด

ส่งดินไปวิเคราะห์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด หรือศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) แล้วใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จะคุ้มค่ากว่าการใส่ตามเนื้อดินอย่างเดียวมาก

ดินเหนียวสีดำ

ดินอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำค่อนข้างช้า มักพบในที่ลุ่ม

1รองพื้น พร้อมปลูก

ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 40 กก./ไร่ รองพื้นพร้อมปลูก

2แต่งหน้าครั้งที่ 1

อายุ 20–30 วัน ใส่ 21-0-0 อัตรา 30 กก./ไร่ หรือ 46-0-0 อัตรา 15 กก./ไร่

3แต่งหน้าครั้งที่ 2

อายุ 40–45 วัน (เฉพาะข้าวโพดหลังนา) ใส่ 46-0-0 อัตรา 10 กก./ไร่

ดินเหนียวสีแดง / ดินร่วนเหนียว

ดินไร่ทั่วไปในภาคเหนือและภาคกลางตอนบน

1รองพื้น พร้อมปลูก

ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ รองพื้นพร้อมปลูก

2แต่งหน้าครั้งที่ 1

อายุ 20–30 วัน ใส่ 46-0-0 อัตรา 15 กก./ไร่

3แต่งหน้าครั้งที่ 2

อายุ 40–45 วัน (เฉพาะข้าวโพดหลังนา) ใส่ 46-0-0 อัตรา 10 กก./ไร่

ดินร่วนปนทราย

ดินโปร่ง ธาตุอาหารถูกชะล้างง่าย ต้องเพิ่มอินทรียวัตถุ

1รองพื้น พร้อมปลูก

ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 60 กก./ไร่ รองพื้นพร้อมปลูก

2แต่งหน้าครั้งที่ 1

อายุ 20–30 วัน ใส่ 46-0-0 อัตรา 20 กก./ไร่

3แต่งหน้าครั้งที่ 2

อายุ 40–45 วัน (เฉพาะข้าวโพดหลังนา) ใส่ 46-0-0 อัตรา 10 กก./ไร่

ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก 500–1,000 กก./ไร่ ร่วมด้วย

สังเกตอาการขาดธาตุอาหาร (10 ธาตุ)

อาการขาดธาตุหลายอย่างหน้าตาคล้ายโรค ดูจุดสังเกตด้านล่างเพื่อแยกให้ออกก่อนตัดสินใจซื้อสารเคมี

N

ขาดไนโตรเจน

ใบล่างเหลืองเป็นรูปตัว V จากปลายใบเข้าหาแกนกลางใบ

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ต้นอ่อน: ใบล่างเหลืองคล้ายขาดน้ำ แต่ไม่เหี่ยว การเจริญเติบโตชะงัก
  • ต้นโต: ใบแก่หรือใบล่างเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเป็นรูปตัว V เริ่มจากปลายใบเข้าสู่แกนกลางใบ แล้วลุกลามขึ้นใบบน
  • รุนแรง: ส่วนที่เหลืองแห้งและร่วงหล่น ลำต้นผอม สูง อาจโค้งงอ ติดเมล็ดไม่สมบูรณ์

มักเกิดจาก

ดินเสื่อม ดินชื้นแฉะหลังน้ำท่วม การชะล้าง หรืออุณหภูมิดินต่ำกว่า 25 °C

วิธีแก้

ฉีดพ่นยูเรีย 46-0-0 ความเข้มข้น 2% (2 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร) ทุก 10–15 วัน ร่วมกับการใส่ปุ๋ยแต่งหน้าทางดิน

P

ขาดฟอสฟอรัส

ใบล่างของต้นกล้ามีสีม่วงจากปลายใบและขอบใบ

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ต้นกล้า: ใบมีสีม่วงจากปลายใบและขอบใบของใบล่าง ต้นเตี้ย ไม่แข็งแรง รากไม่พัฒนา
  • ขาดก่อนออกดอก: ออกดอกช้า ลำต้นและฝักโค้งงอ เมล็ดบิดเบี้ยว ติดเมล็ดไม่สมบูรณ์หรือเมล็ดลีบมาก

มักเกิดจาก

ดินทราย ดินกรดจัดหรือด่างจัด ดินแห้งหรือเปียกเกินไป และอากาศเย็น

วิธีแก้

ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตทั้งหมดเป็นปุ๋ยรองพื้นตอนปลูก อย่าให้ดินแห้งหรือน้ำขัง ทำร่องระบายน้ำ และหลีกเลี่ยงการปลูกช่วงอากาศหนาว

K

ขาดโพแทสเซียม

ขอบใบแก่เหลืองซีดจากปลายใบเข้าหาเส้นกลางใบ ต้นหักล้มง่าย

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ต้นเตี้ย แคระแกร็น ปล้องสั้น ลำต้นอ่อนแอ หักล้มง่าย
  • ใบแก่: ขอบใบเหลืองซีด เริ่มจากปลายใบลุกลามเข้าสู่เส้นกลางใบ รุนแรงจนขอบใบแห้งเป็นสีน้ำตาลไหม้
  • ปลายฝักเรียว เมล็ดเหี่ยวย่นหรือบิดเบี้ยว

มักเกิดจาก

ดินทราย ดินแน่นทึบ หรือมีการใช้ปุ๋ย 16-20-0 อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

วิธีแก้

ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และใช้ 0-0-60 หรือโพแทสเซียมซัลเฟตไปกับระบบน้ำ

Mg

ขาดแมกนีเซียม

เหลืองซีดระหว่างเส้นใบ แต่เส้นใบยังเขียว บางครั้งมีสีแดงปน

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ต้นกล้า: ใบล่างเกิดแถบสีขาวตามความยาวใบ แคระแกร็น
  • ต้นโต: เหลืองซีดระหว่างเส้นใบ บางครั้งมีสีแดงปน รุนแรงจนปลายใบสีแดงปนม่วง แต่เส้นใบยังเขียว

มักเกิดจาก

ดินกรด ดินทราย ดินที่มีโพแทสเซียมและแคลเซียมสูง หรือพื้นที่ฝนตกชุกจนถูกชะล้าง

วิธีแก้

ดินกรดให้ใส่โดโลไมต์ 100 กก./ไร่ หรือใส่แมกนีเซียมซัลเฟตไปกับระบบน้ำ — ไม่แนะนำการฉีดพ่นทางใบ

Zn

ขาดสังกะสี

ใบอ่อนที่ยอดมีสีขาว ใบที่ 1–2 นับจากยอดมีทางเหลืองขาวสลับเขียว

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ต้นอ่อน: ใบอ่อนที่ยอดมีสีขาว อาจทำให้ต้นตายได้
  • ใบแก่: มีสีเหลืองหรือขาวเป็นทางสลับเขียว ขณะที่เส้นกลางใบและขอบใบยังเขียว อาจมีสีม่วงแดงที่เส้นใบ
  • ต้นเตี้ย ปล้องสั้น

มักเกิดจาก

ดินด่าง โดยเฉพาะดินทรายที่ถูกชะล้างและมีฟอสฟอรัสสูง หรือดินอุณหภูมิต่ำ

วิธีแก้

ฉีดพ่นซิงค์ซัลเฟต (ZnSO₄) ความเข้มข้น 0.5%

B

ขาดโบรอน

ข้อหนา ใบย่น เส้นกลางใบเปราะหักง่าย ฝักบิดเบี้ยวผสมไม่ติด

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ใบลายสีเขียวจาง ต้นเตี้ย ข้อหนา แผ่นใบหนา ใบย่น เส้นกลางใบเปราะหักง่าย
  • ยอดอ่อนไหม้หรือเซลล์ตาย
  • ฝักบิดเบี้ยว ผสมไม่ติดหรือติดเมล็ดไม่เต็ม เมล็ดบนฝักด้านที่ติดลำต้นจะลีบ ช่อดอกตัวผู้แห้ง

มักเกิดจาก

สูญเสียง่ายในดินทรายและดินที่มีอินทรียวัตถุต่ำ

วิธีแก้

ฉีดพ่นทางใบด้วยบอแรกซ์ กรดบอริก หรือโบรอนคีเลท ความเข้มข้น 0.3% หลังงอก 30–35 วัน

S

ขาดกำมะถัน

เริ่มเหลืองที่ใบอ่อนก่อน (ต่างจากขาด N ที่เริ่มใบล่าง)

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • เริ่มที่ใบอ่อน เขียวอ่อนแล้วเหลืองซีด ก่อนลามสู่ใบล่าง ใบเล็ก ลำต้นแข็งเรียว

มักเกิดจาก

ดินมีกำมะถันต่ำกว่า 12 มก./กก. (ข้าวโพดต้องการประมาณ 20 มก./กก.)

วิธีแก้

ใช้ปุ๋ยที่มีกำมะถัน เช่น 21-0-0 (แอมโมเนียมซัลเฟต) โพแทสเซียมซัลเฟต หรือยิปซัม

Ca

ขาดแคลเซียม

ปลายใบอ่อนติดกันคล้ายขั้นบันได

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ใบอ่อนปลายใบติดกันคล้ายบันได โคนลำต้นใหญ่ แตกหน่อข้างลำต้น

มักเกิดจาก

ดินทรายจัดหรือดินกรด

วิธีแก้

ใส่หินปูน ปูนขาว หรือโดโลไมต์ 100 กก./ไร่ หรือพ่นแคลเซียมซัลเฟต 2% (2 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร)

Fe

ขาดเหล็ก

ใบอ่อนเหลืองระหว่างเส้นใบ แต่เส้นใบยังเขียว

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • เหลืองระหว่างเส้นใบในใบอ่อน ขณะที่เส้นใบยังเขียว
  • รุนแรงจนใบอ่อนซีดขาว

มักเกิดจาก

ดินด่าง ดินที่มีปูนมาก หรือดินที่มีความชื้นสูงเกินไป

วิธีแก้

ฉีดพ่นเหล็กซัลเฟตหรือเหล็กคลอไรด์ ความเข้มข้น 0.5–1.0% ทางใบ ทุก 10–15 วัน

Mn

ขาดแมงกานีส

ใบเกิดใหม่มีลายเขียวสลับเหลืองหรือขาว ใบยอดบิดเบี้ยว

ยังไม่มีรูปภาพ — แอดมินสามารถเพิ่มรูปได้

อาการที่พบ

  • ใบที่เกิดใหม่มีลายเขียวสลับเหลืองหรือขาว
  • ใบยอดบิดเบี้ยวหรือม้วนย่น

มักเกิดจาก

ดินด่าง หรือดินที่มีอินทรียวัตถุสูงมากจนแมงกานีสถูกตรึง

วิธีแก้

ฉีดพ่นแมงกานีสซัลเฟต ความเข้มข้น 0.2–0.3% ทางใบ

ข้าวโพดดึงธาตุอาหารไปเท่าไร

ตัวเลขต่อผลผลิต 1 ตัน — ใช้ประเมินว่าต้องคืนธาตุอาหารกลับสู่ดินเท่าไรในฤดูถัดไป

ธาตุอาหารดูดใช้ทั้งต้นสูญไปกับเมล็ด+ซังเทียบเท่าปุ๋ย
ไนโตรเจน (N)18 กก.13.3 กก.ยูเรีย 46-0-0 ประมาณ 28 กก. ต่อผลผลิต 1 ตัน
ฟอสฟอรัส (P)3.6 กก.3 กก.0-46-0 ประมาณ 15 กก. ต่อผลผลิต 1 ตัน
โพแทสเซียม (K)17 กก.5.5 กก.0-0-60 ประมาณ 11 กก. ต่อผลผลิต 1 ตัน

อ่านอย่างไร: ถ้าเก็บเฉพาะเมล็ดและซังออกจากแปลง แล้วไถกลบต้นกับใบไว้ โพแทสเซียมที่สูญเสียจริงจะเหลือเพียง 5.5 กก./ตัน แทนที่จะเป็น 17 กก./ตัน — การไถกลบเศษซากจึงช่วยประหยัดค่าปุ๋ยได้มาก

หลักสำคัญที่ต้องรู้

  • อัตราตามค่าวิเคราะห์ดินนี้ตั้งบนผลผลิตที่คาดหวัง 1,000 กก./ไร่ (ความชื้นเมล็ด 14.5%) ในดินความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง และ 1,500 กก./ไร่ เมื่อดินอุดมสมบูรณ์สูง
  • หากปลูกปลายฤดูฝนหรือมีการให้น้ำ ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าของคำแนะนำ
  • ดินทราย ดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1% ให้ปรับปรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ 500–1,000 กก./ไร่
  • ดินที่มี pH ต่ำกว่า 5.5 ให้ปรับปรุงด้วยปูนโดโลไมต์หรือหินปูนบด 100 กก./ไร่
  • ดินที่มี pH สูงกว่า 7.3 ให้ใช้ 21-0-0 (มีกำมะถัน 24%) แทนยูเรีย โดยเพิ่มอัตราเป็น 2 เท่าของอัตรายูเรีย
  • ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตทั้งหมดเป็นปุ๋ยรองพื้นตอนปลูก เพราะฟอสฟอรัสเคลื่อนย้ายในดินได้น้อยและข้าวโพดต้องการมากในระยะแรก
  • ต้องใส่ปุ๋ยขณะที่ดินมีความชื้น หากดินแห้งให้ยืดเวลาออกไปก่อน
  • สภาพดินที่เหมาะกับข้าวโพด: pH 5.5–7.5, อินทรียวัตถุมากกว่า 1%, ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า 10 มก./กก., โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้มากกว่า 60 มก./กก., ดินลึกมากกว่า 75 ซม. และระบายน้ำดี

ข้อควรระวัง

  • การใช้ปุ๋ย 16-20-0 ต่อเนื่องเป็นเวลานานเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดโพแทสเซียม เพราะสูตรนี้ไม่มีโพแทสเซียมเลย
  • การไถกลบเศษซากต้นและใบช่วยคืนโพแทสเซียมกลับสู่ดินได้มาก — ข้าวโพดดูดใช้ K 17 กก./ตันผลผลิต แต่สูญหายไปกับเมล็ดและซังเพียง 5.5 กก./ตัน
  • ควรส่งดินวิเคราะห์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด หรือศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ก่อนใส่ปุ๋ย จะคุ้มค่ากว่าการใส่ตามเนื้อดินอย่างเดียวมาก